หึๆ รู้สึกว่าดองบล็อกไว้นานจนมันเริ่มมีกลิ่นไม่ค่อยดีแล้ว เลยมาอัพซะหน่อย
ที่จริงมีหลายเรื่องที่อยากอัพมากเลยนะ เพราะช่วงนี้เราได้ออกไปพบเจอสิ่งแปลกๆใหม่ๆแทบทุกวันเลย
โดยเฉพาะที่อยากอัพมากที่สุดก็คือรับน้องที่ผ่านมาเนี่ยแหละ สนุกมากๆเลย พี่ๆก็น่ารัก ใจดีมากๆอุตส่าห์พาไปเที่ยวชะอำโดยที่เราไม่ต้องเสียตังค์ซักกะบาท ดูแล เทคแคร์ เอนเตอร์เทนเป็นอย่างดี สอนอะไรหลายๆอย่างที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน (เช่น ไพ่ 555+)
อยากอัพเรื่องนี้มากๆเลยนะ
แต่ขี้เกียจ เพราะถ้าเล่าต้องยาวมากแหงๆ
อีกอย่างไม่มีรูปถ่ายมาประกอบด้วย ไม่ค่อยได้อารมณ์ เหอๆ
ก็เลยจะเปลี่ยนเป็นอัพเรื่องสิ่งที่เราได้จากการทำงานครั้งแรกของเราแทนดีกว่า
ก่อนอื่นก็ขออธิบายก่อนว่างานของเราก็คือเป็นพนักงานขายที่ร้านขายพวกของเล่นเด็ก หนังสือต่างๆบนสถานีพร้อมพงษ์ เริ่มเมื่อประมาณตอนปลายเดือนเมษาปีนี้ และเพิ่งจะสิ้นสุดไปเมื่อวันพฤหัสที่แล้วนี้เอง งานหลักๆของเราแน่นอนอยู่แล้วว่าคือการขายของ นอกนั้นก็ทำยอดในแต่ละวัน ทำความสะอาดนิดๆหน่อยๆบ้าง เช็คสต็อกตอนของเข้าบ้าง และก็เคยได้เช็คของทั้งร้านมาแล้ว (เกลียดไอ้นี่ที่สุดเลย) นอกนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว นั่งชิล นั่งอู้ ส่องเคะ ส่องเด็ก เอ๊ย ไม่ใช่ละ
เป็นงานที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่เราก็ได้บางอย่างที่เราไม่เคยรู้ไม่เคยสัมผัสจากงานนี้นะ (แต่ส่วนใหญ่จะไม่ใช่เรื่องมีสาระ 555+)
1. ได้รู้ว่างานเกี่ยวกับเงินๆทองๆ(โดยเฉพาะของผู้อื่น)ไม่เหมาะกับเราอย่างแรง
เป็นสิ่งที่เรารู้สึกได้จริงๆจากงานนี้นะ ตอนแรกเราก็คิดว่างานนี้ไม่มีอะไรยากเท่าไหร่หรอก ง่ายๆ หมูๆ แต่พอลองมาทำดูจริงๆแล้วมันไม่ใช่อย่างที่คิดเลย ช่วงแรกที่ทำยอดขายของแต่ละวัน เงินขาด เงินเกินบ่อยมาก เงินเกินไม่ใช่ปัญหาเท่าไหร่ แต่เงินขาดนี่สิ ซวย!! ต้องเอาเงินตัวเองมาโปะ ปิดร้านก็ช้าหยั่งกะทำโอที เพราะต้องมานั่งทำยอดนี่แหละ บางทีขายแล้วลืมจดก็ซวยอีก บางทีเราก็คิดเลขผิดทั้งๆที่ใช้เครื่องคิดเลขแท้ๆ ยุ่งวุ่นวายมากๆ ปวดหัวอย่างแรง จนเป็นบทเรียนสำหรับเราเลยแหละว่าจะไม่ขอทำงานเกี่ยวกะเงินๆทองๆของผู้อื่นอีกแล้ว เหอๆ - -"
2. ได้เรียนรู้ "รอยยิ้มเพื่อการค้า"
คือปกติเราจะเป็นคนที่แทบไม่ยิ้มเลยถ้าไม่ได้มีอารมณ์อยากจะยิ้มจริงๆ จะนั่งทำหน้าเฉยๆ แต่ในเมื่อมาขายของจะทำอย่างนั้นก็ไม่ได้ เดี๋ยวลูกค้าจะกลัว(?)หนีหมด ดังนั้นเราก็เลยต้องคอยยิ้มให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาทั้งๆที่อารมณ์ในตอนนั้นมันไม่ได้รู้สึกอยากยิ้มเลยซักกะนิดเดียว
'อยากกลับบ้านเว้ยยยยยยย'
^ ^
'ร้อนชิบหายเลยยยยยยย'
^ ^
'ง่วงนอนนนนนนนนนนนน'
^ ^
'หิววววววววววววววว'
^ ^
'เหนื่อยยยยยยยยยยย'
^ ^
'ปวดหัววววววววววววววววววว'
^ ^
รู้สึกเข้าใจอารมณ์ของพวกแม่ค้าทั้งหลายขึ้นมาจริงๆ นี่สินะชีวิต TT^TT
3.ได้เสียตังค์ในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ซื้อ
อธิบายง่ายๆเลยก็คือ เมื่อของในร้านหาย ไอ้เรนก็ต้องจ่ายว่ะค่ะแล้วมีช่วงนึงที่ของหายบ่อยมาก สิ่งนั้นก็คือ การ์ตูน ที่แผงมันแขวงไว้อยู่ริมสุด แถมโดนชั้นหนังสือบัง ยากต่อการสอดส่องดูแลมากๆ หายทีเล่มละ 35 40 ก็ต้องจ่าย บางวันก็ไม่ได้หายแค่เล่มเดียวด้วย ซวยมากกกกกกกกกกก มาทำงานแทนที่จะได้เงิน กลับต้องเสียอีกซะงั้น ช่วงนั้นเลยมีวันนึงที่ไอ้เรนทนไม่ไหวนั่งจ้องแต่ทางแผงการ์ตูนทั้งวัน เดินไปนับทุกๆ 10 นาที เรียกว่าประสาทกินไปเลยแหละตอนนั้น -*-
4.ได้รู้ว่าในโลกกว้างใบนี้ยังมีอะไรที่น่ากลัวอีกมากมายนักที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน
ที่ได้รู้ก็คือเรื่องราวชีวิตของพี่ที่ขายของด้วยกัน กับพี่ๆร้านติดกันนี่แหละเค้าคุยกัน เราก็ได้ยินโดยบังเอิญซึ่งเราจะไม่ขอเปิดเผยแล้วกัน เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของเค้า และบางเรื่องมันก็เป็นเรื่องที่เราฟังแล้วก็....-*- แต่มีเรื่องนึงที่จะเล่าละกันมันไม่มีอะไรหรอกคือพี่ที่เค้าขายของอยู่กะเราเค้าเล่าให้ฟังว่า อยู่ดีๆวันนึงลูกสาวคนข้างบ้านที่เป็นแค่เด็กม.ต้นก็หนีออกจากบ้านไป แล้วทิ้งจดหมายไว้ว่า
"พ่อ หนูขอออกจากบ้าน ไปหาประสบการณ์ในโลกกว้างนะ"
เราได้ยินก็อึ้งอย่างแรง เด็กม.ต้นเดี๋ยวนี้จะออกไปหาประสบการณ์ในโลกกว้างกันแล้วหรอ!? =[]=
5.ได้รู้ว่าที่ญี่ปุ่นสีไม้แบบที่แท่งนึง 2 ด้านเป็นของหายาก
อันนี้ได้รู้จากตอนที่มีคนญี่ปุ่นมาซื้อของที่ร้าน เป็นผู้หญิงวัยรุ่น 2 คน เข้ามาดูตรงชั้นวางสีไม้ในร้านแล้วก็พูดกันว่า"สุดยอดๆ" "น่ารัก" อะไรประมาณนี้อยู่นั่นแหละ แบบท่าทางอเมซซิ่งกะสีไม้แบบนี้เหลือเกิน แล้วก็ซื้อไป 2-3กล่อง เราก็โคตรงงเลยว่าที่ญี่ปุ่นที่เจริญขนาดนั้นไม่มีแม้กระทั่งสีไม้แบบที่คนไทยใช้กันมาจนเป็นของธรรมดาเลยหรอเนี่ย? เลยเอาไปถามเซนเซย์ที่สอนพิเศษ เซนเซย์เค้าก็บอกว่าเซนเซย์ยังไม่เคยเห็นเลย แต่ก็น่าจะมี แต่น้อย ทำเอาเราตกใจเหมือนกันนะเนี่ย เป็นความรู้ใหม่จริงๆ ^ ^b
ก็หมดแล้วล่ะ สำหรับเรื่องไร้สาระในครั้งนี้ของเรา เมื่อยไหล่จัง พรุ่งนี้มีสอบด้วย ไปก่อนดีกว่า ฮ่าๆ
edit @ 2007/06/02 23:39:20