2007/Sep/18

สวัสดีทุกคน

ตกใจมั้ยที่อยู่ๆไอบ้าที่ไม่เคยอัพมาล้านชาติเศษแล้วก็โผล่มา

ตกใจมั้ยที่อยู่ๆธีมบลอกมันก็เขียวอย่างนี้

555+

วันนี้ก็เป็นเอนทรี่สุดท้ายแล้วล่ะ

ลาก่อนนะทุกคน

ลาก่อนบลอกของเรา

ขอบคุณที่ให้เราปู้ยี่ปู้ยำ(?)มาโดยตลอด

บ๊ายบาย~

^ ^

ปล. ใครสนใจติดตามความรั่วของเราต่ออีก เิชิญได้ที่ http://aftertherainyday.multiply.com

2007/Jun/02

หึๆ รู้สึกว่าดองบล็อกไว้นานจนมันเริ่มมีกลิ่นไม่ค่อยดีแล้ว เลยมาอัพซะหน่อย

ที่จริงมีหลายเรื่องที่อยากอัพมากเลยนะ เพราะช่วงนี้เราได้ออกไปพบเจอสิ่งแปลกๆใหม่ๆแทบทุกวันเลย

โดยเฉพาะที่อยากอัพมากที่สุดก็คือรับน้องที่ผ่านมาเนี่ยแหละ สนุกมากๆเลย พี่ๆก็น่ารัก ใจดีมากๆอุตส่าห์พาไปเที่ยวชะอำโดยที่เราไม่ต้องเสียตังค์ซักกะบาท ดูแล เทคแคร์ เอนเตอร์เทนเป็นอย่างดี สอนอะไรหลายๆอย่างที่เราไม่เคยสัมผัสมาก่อน (เช่น ไพ่ 555+)

อยากอัพเรื่องนี้มากๆเลยนะ

แต่ขี้เกียจ เพราะถ้าเล่าต้องยาวมากแหงๆ

อีกอย่างไม่มีรูปถ่ายมาประกอบด้วย ไม่ค่อยได้อารมณ์ เหอๆ

ก็เลยจะเปลี่ยนเป็นอัพเรื่องสิ่งที่เราได้จากการทำงานครั้งแรกของเราแทนดีกว่า

ก่อนอื่นก็ขออธิบายก่อนว่างานของเราก็คือเป็นพนักงานขายที่ร้านขายพวกของเล่นเด็ก หนังสือต่างๆบนสถานีพร้อมพงษ์ เริ่มเมื่อประมาณตอนปลายเดือนเมษาปีนี้ และเพิ่งจะสิ้นสุดไปเมื่อวันพฤหัสที่แล้วนี้เอง งานหลักๆของเราแน่นอนอยู่แล้วว่าคือการขายของ นอกนั้นก็ทำยอดในแต่ละวัน ทำความสะอาดนิดๆหน่อยๆบ้าง เช็คสต็อกตอนของเข้าบ้าง และก็เคยได้เช็คของทั้งร้านมาแล้ว (เกลียดไอ้นี่ที่สุดเลย) นอกนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว นั่งชิล นั่งอู้ ส่องเคะ ส่องเด็ก เอ๊ย ไม่ใช่ละ

เป็นงานที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่เราก็ได้บางอย่างที่เราไม่เคยรู้ไม่เคยสัมผัสจากงานนี้นะ (แต่ส่วนใหญ่จะไม่ใช่เรื่องมีสาระ 555+)

1. ได้รู้ว่างานเกี่ยวกับเงินๆทองๆ(โดยเฉพาะของผู้อื่น)ไม่เหมาะกับเราอย่างแรง
เป็นสิ่งที่เรารู้สึกได้จริงๆจากงานนี้นะ ตอนแรกเราก็คิดว่างานนี้ไม่มีอะไรยากเท่าไหร่หรอก ง่ายๆ หมูๆ แต่พอลองมาทำดูจริงๆแล้วมันไม่ใช่อย่างที่คิดเลย ช่วงแรกที่ทำยอดขายของแต่ละวัน เงินขาด เงินเกินบ่อยมาก เงินเกินไม่ใช่ปัญหาเท่าไหร่ แต่เงินขาดนี่สิ ซวย!! ต้องเอาเงินตัวเองมาโปะ ปิดร้านก็ช้าหยั่งกะทำโอที เพราะต้องมานั่งทำยอดนี่แหละ บางทีขายแล้วลืมจดก็ซวยอีก บางทีเราก็คิดเลขผิดทั้งๆที่ใช้เครื่องคิดเลขแท้ๆ ยุ่งวุ่นวายมากๆ ปวดหัวอย่างแรง จนเป็นบทเรียนสำหรับเราเลยแหละว่าจะไม่ขอทำงานเกี่ยวกะเงินๆทองๆของผู้อื่นอีกแล้ว เหอๆ - -"

2. ได้เรียนรู้ "รอยยิ้มเพื่อการค้า"
คือปกติเราจะเป็นคนที่แทบไม่ยิ้มเลยถ้าไม่ได้มีอารมณ์อยากจะยิ้มจริงๆ จะนั่งทำหน้าเฉยๆ แต่ในเมื่อมาขายของจะทำอย่างนั้นก็ไม่ได้ เดี๋ยวลูกค้าจะกลัว(?)หนีหมด ดังนั้นเราก็เลยต้องคอยยิ้มให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาทั้งๆที่อารมณ์ในตอนนั้นมันไม่ได้รู้สึกอยากยิ้มเลยซักกะนิดเดียว

'อยากกลับบ้านเว้ยยยยยยย'

^ ^

'ร้อนชิบหายเลยยยยยยย'

^ ^

'ง่วงนอนนนนนนนนนนนน'

^ ^

'หิววววววววววววววว'

^ ^

'เหนื่อยยยยยยยยยยย'

^ ^

'ปวดหัววววววววววววววววววว'

^ ^

รู้สึกเข้าใจอารมณ์ของพวกแม่ค้าทั้งหลายขึ้นมาจริงๆ นี่สินะชีวิต TT^TT

3.ได้เสียตังค์ในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ซื้อ
อธิบายง่ายๆเลยก็คือ เมื่อของในร้านหาย ไอ้เรนก็ต้องจ่ายว่ะค่ะแล้วมีช่วงนึงที่ของหายบ่อยมาก สิ่งนั้นก็คือ การ์ตูน ที่แผงมันแขวงไว้อยู่ริมสุด แถมโดนชั้นหนังสือบัง ยากต่อการสอดส่องดูแลมากๆ หายทีเล่มละ 35 40 ก็ต้องจ่าย บางวันก็ไม่ได้หายแค่เล่มเดียวด้วย ซวยมากกกกกกกกกกก มาทำงานแทนที่จะได้เงิน กลับต้องเสียอีกซะงั้น ช่วงนั้นเลยมีวันนึงที่ไอ้เรนทนไม่ไหวนั่งจ้องแต่ทางแผงการ์ตูนทั้งวัน เดินไปนับทุกๆ 10 นาที เรียกว่าประสาทกินไปเลยแหละตอนนั้น -*-

4.ได้รู้ว่าในโลกกว้างใบนี้ยังมีอะไรที่น่ากลัวอีกมากมายนักที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน
ที่ได้รู้ก็คือเรื่องราวชีวิตของพี่ที่ขายของด้วยกัน กับพี่ๆร้านติดกันนี่แหละเค้าคุยกัน เราก็ได้ยินโดยบังเอิญซึ่งเราจะไม่ขอเปิดเผยแล้วกัน เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของเค้า และบางเรื่องมันก็เป็นเรื่องที่เราฟังแล้วก็....-*- แต่มีเรื่องนึงที่จะเล่าละกันมันไม่มีอะไรหรอกคือพี่ที่เค้าขายของอยู่กะเราเค้าเล่าให้ฟังว่า อยู่ดีๆวันนึงลูกสาวคนข้างบ้านที่เป็นแค่เด็กม.ต้นก็หนีออกจากบ้านไป แล้วทิ้งจดหมายไว้ว่า

"พ่อ หนูขอออกจากบ้าน ไปหาประสบการณ์ในโลกกว้างนะ"

เราได้ยินก็อึ้งอย่างแรง เด็กม.ต้นเดี๋ยวนี้จะออกไปหาประสบการณ์ในโลกกว้างกันแล้วหรอ!? =[]=

5.ได้รู้ว่าที่ญี่ปุ่นสีไม้แบบที่แท่งนึง 2 ด้านเป็นของหายาก
อันนี้ได้รู้จากตอนที่มีคนญี่ปุ่นมาซื้อของที่ร้าน เป็นผู้หญิงวัยรุ่น 2 คน เข้ามาดูตรงชั้นวางสีไม้ในร้านแล้วก็พูดกันว่า"สุดยอดๆ" "น่ารัก" อะไรประมาณนี้อยู่นั่นแหละ แบบท่าทางอเมซซิ่งกะสีไม้แบบนี้เหลือเกิน แล้วก็ซื้อไป 2-3กล่อง เราก็โคตรงงเลยว่าที่ญี่ปุ่นที่เจริญขนาดนั้นไม่มีแม้กระทั่งสีไม้แบบที่คนไทยใช้กันมาจนเป็นของธรรมดาเลยหรอเนี่ย? เลยเอาไปถามเซนเซย์ที่สอนพิเศษ เซนเซย์เค้าก็บอกว่าเซนเซย์ยังไม่เคยเห็นเลย แต่ก็น่าจะมี แต่น้อย ทำเอาเราตกใจเหมือนกันนะเนี่ย เป็นความรู้ใหม่จริงๆ ^ ^b

ก็หมดแล้วล่ะ สำหรับเรื่องไร้สาระในครั้งนี้ของเรา เมื่อยไหล่จัง พรุ่งนี้มีสอบด้วย ไปก่อนดีกว่า ฮ่าๆ


edit @ 2007/06/02 23:39:20

2007/May/16

โฮ่ว กว่าจะได้อัพบลอก
จริงๆตั้งใจจะอัพตังแต่เมื่อตอนบ่ายกว่าๆแล้วล่ะ
แต่ดันมีภารกิจกู้โลก เอ๊ย ช่วยกราเลนท์ผู้ยิ่งหย่ายยยยยยลงฟิคซะก่อน
นั่งแก้โค้ดตั้ง 2รอบ อ้วกแตกมากมาย -*-
แต่คนดีอย่างเราก็งี้แหละ 555+ ;D
ดังนั้นวันนี้คงอัพไม่ยาวเท่าที่ตั้งใจไว้ตอนแรก เพราะแรงหมด = =

เรื่องก็มีอยู่ว่า....

วันนี้เราไปDateมา
เป็นFisrt Dateด้วยนะ หุหุ >///<
ตื่นเต้นมากมาย
ก็แหงล่ะ
มันเป็น Fisrt Date ในมหาลัยครั้งแรกของเรานี่นา
หรือชื่อเต็มๆก็คือ

"CU first Date : at the beginning"

CREDIThttp://www.dek-d.com/content/view.php?id=2309

555+
มีใครหลงเชื่อว่าเราไปเดทจริงๆรึป่าว? ;P

ก็เริ่มด้วยตอนเช้าต้องไปรายงานตัวก่อน เลยต้องใส่ชุดนร.ไป
แต่เพื่อนเราที่ติดเศรษฐศาสตร์บอกว่ามันไม่ต้อง เพราะเห็นเค้าว่าต้องรายงานตัวแค่ 2 คณะ คืออักษรกะบัญชี
อ้าว อย่างนี้ก็ไม่ยุติธรรมนี่นา เราไม่อยากใส่ชุดนร.ไปง่ะ บู้ๆ = 3 =
ออกจากบ้านกะแม่ประมาณ9 โมง 15
กว่าจะเจอตึกที่รายงานตัวได้ก็เกือบ 10 โมง เพราะมัวแต่หลงทาง+ประตูทางที่เราเข้ามันไม่ได้อยู่ใกล้ตึกอักษรเลย -*-
คิดอยู่ว่ามาเรียนช่วงแรกๆต้องหลงทางแหงม - -"
ไปรายงานตัวก็จะมีบอร์ดให้เราดูชื่อเราก่อน คงกลัวมีใครละเมอมามั้ง 555+
เราก็เช็คดู แต่ไม่ได้เช็คชื่อตัวเองคนเดียวหรอก ดูชื่อใครบางคนด้วย หึๆ
และเราก็ได้พบข่าวดีที่ทำให้ความหงุดหงิดที่เหนื่อยและร้อนหายเป็นปลิดทิ้ง

รหัสคณะท่านหญิง(นามสมมติ?)ไม่เหมือนกะเราเฟร้ยยยยยยยยย >o<

เย้ๆ ^O^
อย่างน้อยก็อาจจะไม่ต้องเรียนรวมกันมั้ง
ดีใจมากมาย ดีใจยิ่งกว่าเอนท์ติดอีกนะเออ เหอๆ
จะว่าไปตอนที่รู้ว่าตัวเองติดที่ไหนไม่ได้รู้สึกดีใจ แต่สะใจมากกว่า
เพราะได้แสดงให้พวกคนที่ดูถูกเราเห็นว่า "เป็นไงล่ะ? วะฮะฮะฮ่า" ^___,^
เพิ่งมาดีใจก็ตอนเห็นบอร์ดนั้นแหละ กรั่กๆ

พอรายงานตัวเสร็จก็เดินไปทางด้านที่เค้าจัดงาน
คราวนี้หาง่ายมาก เพราะเสียงกระหึ่มมาแต่ไกล
ไปลงทะเบียนก็โดนพี่ตรงนั้นแซวว่ามาสายนะเนี่ย แล้วพี่เค้าคงเห็นเราขอบตาดำมั้ง (ก็เมื่อคืนนอนตี 2 เหอๆ) เลยร้องเพลงหมีแพนด้ากัน - -"
พอเดินเข้าไปนิดนึง ก็เห็นกลุ่มคนใส่ชุดนร.ที่หลังมีแผ่นป้ายผ้าเขียนว่า "อักษรศาสตร์ จุฬา " และมีตราปั๊มเขียนว่า "อนุมัติ" (อยากถ่ายรูปมาให้ดูนะ แต่ไม่มีกล้องง่ะ -*-)
เห็นแล้วโคตรเท่อ่ะ อยากได้มั่ง แต่เดินหายังไงๆก็ไม่เจอซุ้มคณะตัวเองซะที
จนในที่สุดก็เจอจนได้ ที่ไม่เห็นตอนแรกก็ไม่แปลกใจเลย เพราะซุ้มพี่เค้าไม่ติดป้ายชื่อ แต่มีชื่อคณะทำเป็นปูนปลาสเตอร์ใหญ่ๆตั้งไว้ที่พื้นใกล้ๆกัน และแน่นอน...โดนคนบังจนเราไม่เห็นน่ะสิ -*-
และในที่สุดเราก็ได้แผ่นผ้านั้นมาติดบนหลังจนได้ หุหุ
ตอนนั้นที่เรามาถึงก็มีเด็กรร.อื่นอีก2คนมาด้วย พี่เค้าก็ลากเราทั้ง3เข้าไปในซุ้ม ในนั้นมีพี่ๆมากมายหลายคนทั้งหญิง และชาย(?)ยืนล้อมกันเป็นวงกลม แล้วเค้าก็ให้เราไปยืนที่กลางวง โดยให้หลังชนกัน หันหน้าไปทางพี่เค้า ตอนนั้นก็แอบกลัวอยู่ว่าเราจะเจอไรมั่งเนี่ย เหอๆ - -"
แล้วอยู่ๆพี่ๆทุกคนก็โอบไหล่กัน แล้วตะโกนอะไรซักอย่างนึง(ที่เราฟังไม่ออกจริงๆ - -") แล้วก้มลงพร้อมกัน แล้วก็เงยหน้าขึ้นและตะโกนแสดงความยินดีกะเราพร้อมๆกัน รู้สึกดีมากๆเลย ,,><,,
แล้วจากนั้นพี่เค้าก็บอกว่ามาเต้นกัน ให้เรา 3 คนเต้นตามเค้า ไอ้นี่แหละที่ทำเราซีด เพราะเราไม่ถูกกะเรื่องเต้นอย่างแรง แต่ก็คิดว่าเอาไงเอากันฟระ ถือว่าเป็นประสบการณ์ซักครั้งในชีวิต 555+
เต้นกันหลายเพลงมาก ตลกดีแทบทุกเพลงเลย แต่ที่จำได้แม่นเลยก็คือมีเพลงประเวศยิม -*-
ตอนแรกๆก็เต้นติดๆขัดๆน่ะ ตามพี่เค้าไม่ค่อยได้ (พี่ทุกคนเต้นกันมันส์มาก - -") แต่หลังๆก็เริ่มคุ้น เออ ก็หนุกดีนี่หว่า
เต้นรอบแรกจบ กำลังคิดว่าจบแล้วสินะ ก็มีเด็กรร.อื่นที่เพิ่งมาเข้ามาอีก สรุปก็ต้องเต้นต่อใหม่ตั้งแต่แรกอีก 2รอบ - -"
พี่คนนึงเค้าก็แซวว่า "อ้าว เต้นตั้ง 3 รอบแน่ะ แหม ติดใจล่ะสิ" ไอเรนก็คิดในใจ ถ้าออกไปได้ ก็หนีไปแล้วล่ะ เหอๆ
เหนื่อยมากมาย ออกไปแบบหมดแรงอ่ะ แต่ก็สนุกดี พี่ๆทุกคนน่ารักมากๆ ^w^
นอกนั้นก็มีซื้อพวกสมุดของพี่คณะต่างๆที่มีทั้งอ้อน บังคับ บางคนถึงกะเต้นให้ดูเลยนะ -*-
แต่สมุดที่เราว่าเจ๋งสุดก็คือ F NOTE ที่เค้าว่าถ้าเขียนรหัสประจำตัวหรือรหัสวิชาใครลงไปจะติดF เหอๆ
แต่ที่เสียดายก็คือพกตังค์มาไม่พอซื้อเสื้อคณะง่ะ เค้าไม่รู้ว่างานนี้จะดูดตังค์ขนาดนี้นี่ งือๆ
ตอนใกล้จะกลับบ้าน (เพราะหมดทั้งแรง หมดทั้งตังค์ = =) ก็ได้ยินบนเวทีเค้าร้องเพลงประจำของจุฬากัน
ไม่รู้ทำไมทั้งๆที่เป็นครั้งแรกที่เราได้ฟัง แต่รู้สึกว่าซึ้งกะเพลงยังไงก็ไม่รู้ รู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหล (เว่อร์)
สงสัยเลือดเราจะกลายเป็นสีชมพูไปแล้วล่ะมั้ง 555+
หลังจากนั้นก็กลับบ้านไปด้วยความหลั่นล้ามากมาย~
รู้สึกดีกับงานนี้มากๆเลย เป็นงานที่ทั้งสนุกทั้งอบอุ่น ทำให้เราเริ่มรู้สึกว่าผูกพันกะสถาบันแห่งนี้ขึ้นมายังไงก็ไม่รู้
อยากให้ถึงค่ายรับน้องเร็วๆจังเลย
แต่ก่อนอื่นพรุ่งนี้ก็ต้องไปสัมภาษณ์ก่อน ตื่นเต้นจัง >.<

PS.นี่ขนาดอัพไม่ยาวนะเนี่ย เหอๆ ^ ^b